วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัญหาการศึกษาของเด็กไทย

ปัญหาการศึกษาของเด็กไทย (สำนักข่าวแห่งชาติ)


           
การศึกษาของเด็กไทยที่ผ่านมา มีความพยายามในการยกระดับมาตรฐานทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนเพื่อให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เนื่องจากในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กไทยในแต่ละปี ผลที่ออกมามักอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน 
           ผลสำรวจสุขภาพอนามัยของเด็กโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2551-2552 โดยสำรวจเด็ก 2 กลุ่ม คือกลุ่มปฐมวัยอายุ 1-5 ปี จำนวน 3,029 คนและกลุ่มเด็กอายุ 6-14 ปี จำนวน 5,999 คน จาก 20 จังหวัด 

           ผลการสำรวจด้านเชาว์ปัญญา พบว่า ในช่วง 14 ปีมานี้ ค่าเฉลี่ยระดับเชาว์ปัญญาหรือไอคิวของเด็กไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นเหมือนประเทศอื่น โดยเด็กไทยอายุ 6-14 ปี มีระดับเชาว์ปัญญาเท่ากับ 91.4 ซึ่งค่าเฉลี่ยระดับไอคิวปัญญาต่ำลงเมื่อเด็กอายุมากขึ้น มีเด็กถึงร้อยละ 50 ที่มีระดับเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ปกติคือ 80 มีเพียงร้อยละ 11 ที่มีค่าเฉลี่ยระดับเชาว์ปัญญาสูงกว่าปกติ 

           แม้ประเทศไทยจะมีการทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโครงการเรียนฟรี 15 ปี รวมถึงโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี (หลักสูตรครู 5 ปี) การประเมินวิทยฐานะ ซึ่งทำให้ครูที่มีผลงานดีได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น แต่เหตุใดปัญหาการศึกษาของเด็กไทยยังมีการประเมิณว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ซึ่งปัญหาด้านการเรียนของเด็กไทยในปัจจุบันอาจวิเคราะห์ได้ว่ามาจากหลายประการ 

           ปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เด็กมีผลการเรียนอ่อนลง มาจากความสนใจของตัวเด็กเองที่พบว่าเด็กให้ความสนใจเรื่องของเกม และสื่อเพื่อความบันเทิงมากขึ้น ทำให้ความสนใจในการศึกษาหาความรู้ลดน้อยลง ทั้งนี้ เนื่องมาจากสภาพสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ทุ่มเวลาหาเงิน ทำงาน และใช้เงิน ใช้เทคโนโลยีเลี้ยงดูเด็ก เช่น ซื้อทีวี ซื้อเครื่องเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ให้ลูกเล่นอยู่บ้าน เพราะคิดว่าดีกว่า ปลอดภัยกว่าที่จะให้ลูกไปเล่นนอกบ้าน ซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการ

           
ปัญหาการสอบแอดมิดชั่น เนื่องจากระบบการสอบแอดมิดชั่น เน้นคะแนนสอบเพียงบางวิชาและไม่เน้นความรู้ในเชิงลึกเหมือนการสอบในสมัยเก่า 

           ปัญหาจากครูผู้สอน ทั้งในเรื่องเงินเดือน และการฝึกฝนเรียนรู้ของครูให้เท่าทันศาสตร์ต่างๆ เพื่อจะไปสอนให้ทันกับเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ โดยที่ผ่านมาสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) เปิดเผยผลการประเมินคุณภาพภายนอก ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา ซึ่งพบว่ามีสถาบันการศึกษาที่ไม่ผ่านการรับรองผลคิดเป็นร้อยละ 19.59 โดยในเบื้องต้นพบว่าสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการรับรองมีปัญหาสำคัญมาจากคุณภาพครูเป็นปัจจัยสำคัญ 

           ดังนั้นหากมองย้อนถึงปัญหาทางการศึกษาของเด็กไทย และการกระตุ้นเม็ดเงินเพื่อช่วยเหลือจึงอาจต้องมุ่งเน้นที่การพัฒนาบุคคลากรให้มากยิ่งขึ้น เพราะการที่บุคคลากรด้านครูยังขาดการพัฒนาทางความรู้และการศึกษา ก็จะส่งผลให้ไม่เกิดการพัฒนาทางการเรียนการสอน และทำให้เด็กไม่สนใจเรียนในที่สุด และท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งผลให้บัณฑิตที่ผลิตออกไปนั้น ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานในสาขาที่ตลาดแรงงานในประเทศต้องการ และขาดแคลนแรงงานในที่สุด 


หัวข้อล่าสุด

ค้านยุบรวมคณิต-วิทย์ ชี้นักเรียนไทยอ่อนวิชานี้

จากรณีที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแนวคิดในการยุบรวมวิชาคณิศาสตร์และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน และลดชั่วโมงเรียนในระดับประถมศึกษาจาก 800 ชั่วโมงต่อปี เหลือ 600 ชั่วโมงต่อปี มีนักวชิาการออกมาแสดงความเห็นค้านหลายท่าน

นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วยเพราะเด็กไทยอ่อนใน2หมวดวิชาดังกล่าวอยู่แล้ว จึงอาจส่งผลกระทบต่อการศึกษาในอนาคต ส่วนการลดชั่วโมงเรียนนั้น ศธ. ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเวลาที่เหลือนั้นจะเอาไปทำอะไร เพราะอาจเป็นการเปิดช่องให้โรงเรียนหากิจกรรมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองมากขึ้น
ขณะที่นางนวลวรรณ สุนทรภิษัช รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ไม่เห็นด้วยได้กล่าวว่า ทั้งสองวิชามีความสำคัญเท่าเทียมกัน ทั้งยังเป็นรากฐานสำหรับนักเรียนที่จะไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. และประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า การควบรวมสองหลักสูตรคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่การลดความสำคัญของกลุ่มสาระ ขณะที่การลดชั่วโมงเรียนก็เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนเรึยนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น

มุมมอง

20 คำคมเปลี่ยนมุมมองชีวิตให้คิดบวก


Every day may not be good,
but there is something good in every day.
ทุก ๆ วันอาจจะไม่ใช่วันที่ดี แต่มันก็มีสิ่งดี ๆ บางสิ่งเกิดขึ้นในทุก ๆ วัน

Life isn't about finding yourself.
Life is about creating yourself.
ชีวิตไม่ใช่การค้นหาตัวตนของเราเอง
แต่มันคือการสร้างตัวตนของเราเองขึ้นมาต่างหาก

Laugh as much as you breath and
love as much as you live.
จงหัวเราะเท่าที่ยังมีลมหายใจ และรักให้ได้เท่าที่ยังมีชีวิต


If you want to make your dreams come true,
the first thing you have to do is WAKE UP.
หากคุณอยากให้ความฝันของคุณเป็นจริง
สิ่งที่คุณต้องทำอันดับแรก คือ ตื่นเสียก่อน

The time you enjoy wasting
is not wasted time.
หากคุณปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างมีความสุข
นั่นแปลว่าคุณไม่ได้ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าแล้ว

If life was easy,
where would all the adventures be?
ถ้าหากชีวิตเป็นเรื่องง่าย แล้วการผจญภัยจะอยู่ตรงไหนล่ะ?


Nothing great was ever achieved
without enthusiasm.
ไม่มีสิ่งยิ่งใหญ่สิ่งไหนที่จะสำเร็จได้ โดยปราศจากความกระตือรือร้น


Sometimes the dreams that come true are
the dreams you never even knew you had.
บางครั้งความฝันที่เป็นจริง ก็เป็นความฝันที่คุณไม่เคยรู้ตัวเลยว่าคุณมีอยู่


Remember the complements you receive.
Forget the insults.
จงจดจำคำชมที่ได้รับ และลบลืมคำดูถูกที่ได้ยิน

The longer you wait for the future,
the shorter it will be.
ยิ่งคุณรอคอยอนาคตนานเท่าไหร่ อนาคตก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น


The secret of creativity
is knowing how to hide your sources.
เคล็ดลับของความคิดสร้างสรรค์ คือการรู้วิธีการซ่อนที่มาของความคิดนั้นอย่างแนบเนียน


Always remember: too much
EGO will kill your talent.
โปรดจงจำไว้เสมอว่า การมีอีโก้สูงเกินไปจะทำลายพรสวรรค์ของคุณ


Stop thinking of what could go wrong
and start thinking of what could go right.
หยุดคิดถึงสิ่งที่ผิดพลาด แล้วหันมาคิดถึงสิ่งที่ถูกต้องดีกว่า


The older we get the
better we used to be.
คนเรายิ่งมีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งดีกว่าที่เคยเป็นเท่านั้น


Those who do not
remember the past
are condemned
to repeat it.
คนที่ไม่จดจำอดีต มักจะถูกลงโทษด้วยการพบเจอกับเหตุการณ์รูปแบบเดิมอยู่ซ้ำ ๆ


Bad decisions
make great stories.
การตัดสินใจที่ผิดพลาด มักทำให้เกิดเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่เสมอ

An essential aspect of creativity is
not being afraid to fail.
มุมมองที่สำคัญของความคิดสร้างสรรค์ คือ อย่ากลัวความล้มเหลว


Lose your dreams
and you will lose your mind.
หากคุณทำความฝันหล่นหาย ความคิดของคุณก็จะหายไปด้วย


Keep your friends close,
but your enemies closer.
จงใกล้ชิดกับเพื่อน ๆ แต่ใกล้ชิดกับศัตรูให้มากกว่า


Our greatest glory is not in never falling,
but in rising every time we fall.
เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ได้มาจากการที่เราไม่เคยล้ม
แต่มาจากการลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่ล้มต่างหาก




รายชื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในคณะหรือสาขา ( จิตวิทยา )

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
คณะจิตวิทยา ( รูปแบบที่ 1 , 2 , 3 ) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา
    - สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
    - สาขาจิตวิทยาสังคม
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ ( ภาคปกติ , ภาคพิเศษ ) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรม
    - สาขาจิตวิทยาคลินิก
    - สาขาจิตวิทยาชุมชน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะมนุษยศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาคลินิก
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยทักษิณ
คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต ( กศ.บ. ) 5 ปี
    - สาขาจิตวิทยากระแนะแนว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต ( ศศ.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาคลินิก
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ
    - สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา

มหาวิทยาลัยนเรศวร
คณะสังคมศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา
    - สาขาจิตวิทยาคลินิก
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ

มหาวิทยาลัยบูรพา
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ( ภาคปกติ , ภาคพิเศษ )
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาสังคมและชุมชน
    - สาขาจิตวิทยาการแนะแนว

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
คณะมนุษยศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - ไม่มีแยกสาขา เรียนรวมทั้งหมดทุกสาขา

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต ( กศ.บ. ) 5 ปี
    - สาขาจิตวิทยาการแนะแนว

มหาวิทยาลัยศิลปากร
คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต ( ศศ.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาคลินิก
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาการให็คำปรึกษาและการแนะแนว
    - สาขาจิตวิทยาคลินิก
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ

มหาวิทยาลัยรามคำแหง
คณะศึกษาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ( วท.บ. ) 4 ปี
    - สาขาจิตวิทยาการให้คำปรึกษา
    - สาขาจิตวิทยาคลินิกและชุมชน
    - สาขาจิตวิทยาพัฒนาการ
    - สาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ
    - สาขาจิตวิทยาสังคมและสังคมสงเคราะห์

Gloomy Sunday

ประวัติเพลงที่คนฆ่าตัวตาย 200 กว่าคน


กลูมมี่ ซันเดย์เป็นเพลงที่แต่งขึ้นโดยนักกวีชาวฮังการีผู้หนึ่ง ชื่อว่า "วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า" แต่งโดยหนุ่มฮังกาเรียนนามเรสโซ เซเรสส์ (Reszo Seress)มันเริ่มมาจากเมื่อเดือนธันวาคม ปี1932 เรสโซเป็นที่เป็นนักแต่งเพลงยากจน เขาพยายามหาเลี้ยงชีพอยู่ในนครปารีส แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะเพลงแต่ละเพลงของเขาไม่ได้รับความสนใจ อีกทั้งคนรักของเขาก็ไม่เห็นดีเห็นงามด้วยจนทะเลาะกันอยู่หลายครั้ง ในที่สุดในวันหนึ่ง ทั้งคู่ก็ต้องถึงคราวแยกทางกัน

ด้วยเหตุนี้ ในวันอาทิตย์วันหนึ่ง มันเป็นวันฝนตก เรสโซที่ทั้งหดหู่และเศร้าหมองด้วยเหตุการณ์ต่างๆก็ได้แต่งเพลงนี้ขึ้นในวันนั้น ซึ่งเป็นการบรรเลงทำนองด้วยเปียโน เขาใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็ประพันธ์เพลงเสร็จ จากนั้นจึงได้ส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆแต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ

และสุดท้ายก็มีสำนักพิมพ์บทประพันธ์แห่งหนึ่งรับไว้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากเพลงนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปยังมหานครต่างๆทั่วโลก...

ที่กรุงเบอร์ลิน เยอรมันนี ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ขอให้วงดนตรีเล่นเพลงกลูมมี่ซันเดย์ให้ฟัง หลังจากนั้น เขากลับบ้านและระเบิดศีรษะด้วยปืนรีวอลเวอร์หลังจากบ่นกับญาติๆว่าเขารู้สึกกดดันอย่างรุนแรงกับท่วงทำนองเพลงที่เขาไม่อาจลบมันออกไปได้

สัปดาห์ต่อมาที่กรุงเบอร์ลินสาวผู้ช่วยร้านขายของแขวนตัวตายอยู่ในแฟลตที่พัก พบบทเพลงกลูมมี่ซันเดย์อยู่ที่ห้องของเธอด้วย

สองวันหลังจากนั้น เลขานุการิณีในนิวยอร์กได้ฆ่าตัวตายด้วยแก๊ส ในจดหมายลาตายได้ขอร้องให้เล่นเพลงนี้ในงานศพของเธอด้วย

สัปดาห์ถัดมา ชาวนิวยอร์กอีกรายเป็นชายวัย 82 ได้กระโดดหน้าต่างอพาร์ตเมนท์ชั้น 7 ลงมาตาย โดยก่อนตายเขาได้เล่นเพลงนี้

ในเวลาไล่เลี่ยกัน วัยรุ่นกรุงโรมก็กระโดดสะพานฆ่าตัวตายหลังจากที่ได้ฟังเพลงมรณะนี้เช่นเดียวกัน

ไม่นานนักเจ้าหน้าที่รัฐบาลผู้หนึ่งก็ได้ยิงตัวตายหลังจากที่ได ้อ่านเนื้อเพลงนี้ รายต่อมาเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่พยายามกินยาพิษเมื่อได้ยินเพลงน ี้จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง

ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในกรุงบูตาเบส ชายคนหนึ่งก็ไดยิงตัวตายในขณะที่เพลงนี้กำลังบรรเลงอยู่ และรายอื่นๆอีกมากมาย...

และผู้ประพันธ์เพลงนี้เองก็ต้องเจอชะตากรรมอันเลวร้าย เมือคิดจะไปคืนดีกับคนรัก แต่ในเวลาต่อมาเขาก็รู้ว่า คนรักของเขาได้กินยาพิษฆ่าตัวตายไปแล้ว ที่ข้างร่างของเธอคือแผ่นกระดาษบทเพลงกลูมมี่ซันเดย์นั่นเอง

รัฐบาลฮังการีได้สั่งห้ามไม่ให้เปิดเพลงนี้ออกอากาศ แต่เหตุการณ์นี้ก็ยังเกิดในที่อื่นๆอีก เช่นที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งทางบีบีซีก็ได้ถูกสั่งห้ามเปิดเพลงนี้เช่นกัน แต่ในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำอย่างรัฐบาลอังกฤษและฮังการี

โดยสรุปแล้วการฆ่าตัวตายนั้นได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเพลงนี้ประมาณ 200 รายทั่วโลก

และในปี 1968 ชาวอังกฤษคนหนึ่งก็ได้กระโดดจากชั้น 8 ของอาคารแห่งหนึ่ง เขาคือ เรสโซ เซเรสส์ ซึ่งไม่สามารถแต่งเพลงได้อีกหลังจากการแต่งทำนองเพลง "วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า"

และนี่เองคือที่มาสำหรับบทเพลงแห่งความตายที่มีชื่อว่า "วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า" หรือ "gloomy sunday"
         ผลกระทบของเพลงมรณะในประเทศไทย

     
จากกระแสการฟังเพลงผ่านอินเทอร์เน็ตที่มีมากขึ้นนั้น ล่าสุดพบว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่งนำบทเพลงมรณะ ที่อ้างว่ามีผู้ฟังแล้วฆ่าตัวตายกว่า 200 คน มาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์หลายแห่ง หลังจากผู้สื่อข่าวสืบหาข้อมูลตามกระทู้ในเว็บไซต์ต่างๆ พบว่า มีการนำเพลงมรณะมาเผยแพร่จริง ชื่อเพลง "กลูมมี่ซันเดย์" แต่งโดยชาวฮังการีผู้ผิดหวังในชีวิต เนื่องจากแฟนสาวฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ เว็บไซต์แห่งหนึ่งได้อ้างตัวอย่างผู้ที่ฆ่าตัวตายจากเพลงข้างต้น โดยเขียนโพสต์ลงในกระทู้ว่า ที่เยอรมนีชายหนุ่มคนหนึ่งขอให้วงดนตรีเล่นเพลงกลูมมี่ซันเดย์ให้ฟัง หลังจากเขากลับบ้านก็บ่นกับสมาชิกในครอบครัวว่า รู้สึกกดดันอย่างรุนแรงกับท่วงทำนองเพลงนี้ และไม่อาจลืมหรือลบมันออกไปจากความคิดได้ ในที่สุดก็ตัดสินใจใช้ปืนฆ่าตัวตาย เช่นเดียวกับเลขานุการหญิงในเมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ฆ่าตัวตายด้วยแก๊ส ซึ่งเขียนจดหมายลาตายระบุว่า ให้เล่นเพลงกลูมมี่ซันเดย์ในงานศพของเธอด้วย เจ้าของกระทู้ยืนยันว่ามีผู้ฆ่าตัวตายกว่า 200 คนเนื่องจากฟังเพลงข้างต้น

ทั้งนี้ความหมายในเนื้อเพลงกลูมมี่ซันเดย์โดยสรุป จะเกี่ยวข้องกับวันอาทิตย์แสนเศร้า การใช้ชีวิตอยู่ในความมืดตลอดกาล ผู้ที่สูญเสียคนรักไปต้องการคนรักคืนมา แต่เทวดาคงไม่ยอม ดังนั้นคนนั้นจึงตัดสินใจที่จะไปตามหาคนรักในสวรรค์เสียเอง ขอให้ทุกคนไม่ต้องเสียใจ เพราะความตายจะทำให้เขาได้สัมผัสคนรักอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน น.ส.เกสินี ซาวนด์โปรดิวเซอร์ เจ้าของห้องบันทึกเสียงชื่อดังแห่งหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตหลังจากฟังเพลงกลูมมี่ซันเดย์ว่า เพลงมรณะนี้มีลักษณะพิเศษคือ แต่งด้วยทำนองและเมโลดี้ที่วงการแต่งเพลงเรียกกันว่า "เพลงดาร์ก" หรือเพลงกดดันแบบหนักหน่วง ทำให้ฟังแล้วรู้สึกหดหู่สะเทือนใจขึ้นมาอย่างรุนแรง นอกจากนี้ เสียงร้องของผู้ร้องเพลงนี้ยังมีความโหยหวนเป็นอย่างมาก จึงอาจเป็นไปได้ที่จะทำให้คนฟังบางคนอยากฆ่าตัวตาย

"เพลงนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ลงตัว จึงกลายเป็นเพลงมรณะ ทำให้คนฟังอยากฆ่าตัวตายได้ เสียงร้องที่โหยหวนเป็นจุดเด่นที่สุดของเพลงนี้ รวมกับท่วงทำนองและเมโลดี้ที่ดาร์กมาก แต่เนื้อร้องไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก ถ้าเปลี่ยนทำนองเพลงนี้เป็นแบบเพลงป๊อป หรือเปลี่ยนเสียงคนร้อง เพลงนี้ก็แทบไม่มีความรันทดเหลืออยู่เลย" ผู้วชาญด้านเสียงดนตรีกล่าววิเคราะห์

ด้านนายณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ นักแต่งเพลงค่ายแกรมมี่ กล่าวว่า บทเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าสร้อยท่วงทำนองที่ฟังแล้วรู้สึกหดหู่นั้น จะมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ฟังเป็นอย่างมาก และอาจเป็นไปได้ว่าหากผู้ฟังที่อยู่ในภาวะที่เศร้า เสียใจ อกหักรักคุด หรือมีเรื่องราวที่กระทบจิตใจที่รุนแรงอาจนำไปสู่การคิดสั้นฆ่าตัวตายได้

ด้าน น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า บทเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าสร้อย ความไม่สมหวัง การสูญเสีย ซึ่งฟังแล้วทำให้สภาวะจิตใจห่อเ่ยว มักมีอิทธิพลสูงสำหรับผู้ฟังที่อยู่ในสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติ เช่น ผู้ที่เพิ่งสูญเสียคนรัก คนอกหัก คนไม่สมหวังในชีวิต เมื่อฟังเพลงที่มีเนื้อหาเศร้าสร้อย ก็จะยิ่งทำให้สะเทือนอารมณ์ และหากเนื้อหาของบทเพลงชี้นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ก็เป็นไปได้สูงที่ผู้ฟังจะทำตามการชี้นำนั้น

"เด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 12-18 ปี เป็นวัยที่เสี่ยงที่สุด เพราะภาวะจิตใจไม่คงที่ ไม่เข้มแข็ง เป็นช่วงที่เปราะบาง มักทนแรงเสียดทานไม่ค่อยได้ หากมีเรื่องราวที่ไม่สมหวัง ผิดหวัง เขาจะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีค่า โดดเดี่ยว อ้างว้าง และเมื่อมีโอกาสอยู่คนเดียวก็จะคิดมากฟุ้งซ่าน และหากเจอสิ่งเร้าที่ชี้นำไปสู่การฆ่าตัวตายก็เป็นไปได้สูงที่คนกลุ่มนี้จะทำตาม" น.พ.บัณฑิต กล่าว

น.พ.บัณฑิต กล่าวด้วยว่า หากมีญาติหรือคนรู้จักโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่ผิดหวังในชีวิต มีเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง ผู้ใกล้ชิดจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ และไม่สมควรที่จะให้ฟังเพลงเศร้าหรืออยู่คนเดียวตามลำพัง ทั้งนี้คนใกล้ชิดจะต้องคอยปลอบใจ คอยให้กำลังใจ ต้องทำให้คนผู้นั้นเห็นว่ายังมีความสำคัญและยังมีคนคอยห่วงใหญ่อยู่

คำแปล

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า

วันอาทิตย์นี้ช่างแสนเศร้า ฉันไม่สามารถจะล้มตัวลงนอนได้
ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความมืดที่ไม่มีวันจบสิ้น
ดอกไม้ขาวเหล่านั้น จะไม่ช่วยให้เธอฟื้นขึ้นมาได้ (ขอบอกก่อนนิดนึงว่า ชาวตะวันตกเวลางานศพเค้าจะมาไว้อาลัยคนตายด้วยดอกไม้สีขาว)
ไม่แม้กระทั้งที่ที่รถสีดำคันนั้นพาเธอไป (รถขนศพเมืองนอกเค้าจะเป็นเหมือนลิมูซีนคันเล็กสีดำ)
เหล่าเทวดาทั้งหลายจะไม่มีวันคืนเธอกลับมาหาฉันได้
พวกเค้าจะโกรธมั๊ยถ้าฉันจะไปหาเธอแทน (หมายความว่า ถ้าเทวดาคืนเธอมาไม่ได้ ฉันก็จะฆ่าตัวตายไปหาเธอเอง)

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า

วันอาทิตย์นี้ช่างแสนเศร้า ฉันอยู่แต่ในความมืดมานานพอแล้ว
ฉันและหัวใจของฉันได้ตัดสินใจที่จะจบทุกอย่างแล้ว
อีกไม่นานฉันก็จะห้อมล้อมไปด้วยธูปเทียนและคำภาวนา ฉันรู้ว่ามันเศร้า
แต่อย่าร้องไห้ไปเลย เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องการทำ
ความตายสำหรับฉันไม่ใช่ความฝัน เพราะว่าฉันจะได้สัมผัสเธออีกครั้ง
ด้วยลมหายใจสุดท้ายของฉัน ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ

วันอาทิตย์ที่แสนเศร้า

นั่นเป็นเพียงแค่ความฝัน
ฉันตื่นขึ้นมาเห็นเธออยู่เคียงข้างในใจของฉัน
ฉันหวังว่าความฝันของฉันนั้นไม่ได้ทำให้เธอเศร้า
เพราะหัวใจของฉันกำลังบอกเธอว่า ฉันต้องการเธอมากแค่ไหน

วันอาทิตย์ที่เเสนเศร้า...






10 อันดับ คุกที่แย่ที่สุดในโลก

อันดับ 10. Nairobi Prison, Kenya
คุก Nairobi แห่ง เคนย่า สถานที่ซึ่งนักโทษนิยมเปลือยกายล่อนจ้อนและติดโรคทางเพศสัมพันธ์มากมาย โดยปกติแล้ว เคนย่า เป็นประเทศที่ขาดแคลนความช่วยเหลือทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นในคุกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยิ่งป่วยหนักแค่ไหน ก็เท่ากับว่านอนรอความตายเท่านั้น!
 อันดับ 9. Mendoza Prison, Argentina
10 คุกที่แย่ที่สุดในโลก
คุก Mendoza แห่ง อาร์เจนตินา สิ่งที่แย่ของที่นี่ไม่ใช่ความโหดร้ายของผู้คุมขัง แต่เป็นความโหดร้ายจากความคับแคบของสถานที่คุมขังซะมากกว่า เพราะคุกแห่งนี้รองรับนักโทษได้เพียง 600 คนเท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงคนทำผิดล้นทะลัก มาฝากขังกันกว่าเท่าตัว ไม่ตายเพราะกระทบกระทั่ง ก็หายใจติดขัด..ถึงขั้นสิ้นลม!
อันดับ 8. San Quentin State Prison, California
เรือนจำ San Quentin State แห่ง รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงด้านความรุนแรง เป็นคุกที่รวมนักโทษราว 1,500 คนที่มีความผิดร้ายแรง ต้องโทษสูงสุด ขั้นประหารชีวิต ทั้งยังมีปัญหาการแบ่งแยกสีผิวและเชื้อชาติ เหตุการณ์รุนแรงอันเป็นที่จดจำ คือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2006 นักโทษต่างเชื้อชาติยกพวกตีกัน จนเกิดการบาดเจ็บสาหัสนับร้อย มีผู้เสียชีวิต 2 คน ผู้ควบคุมเองก็ไม่สามารถห้ามทัพได้!
 อันดับ 7. Diyarbakir Prison, Turkey
คุก Diyarbakir ประเทศตุรกี สำหรับคนทำผิดแบบเบาๆ นั้น ที่นี่คือคุกสวรรค์ แต่สำหรับพวกมีความผิดร้ายแรงมหันต์ ที่นี่ก็เปรียบเสมือนนรก! เพราะการถูกคุมขังในเรือนจำแห่งนี้ตลอดชีวิตนั้นก็เท่ากับว่าเป็นของเล่นรองรับมือเท้าของเหล่าผู้คุม ทรมานกันแบบไม่ปราณี และส่วนใหญ่เป็นนักโทษทางการเมือง หลักฐานในปี 1996 พบว่า มีนักโทษตาย 10 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 33 คน ล้วนเป็นผลจากฝีมือผู้คุมใจยักษ์ล้วนๆ
 อันดับ 6. Rikers, New York
เรือนจำ Rikers แห่ง นิวยอร์ค เคยครองแชมป์คุกยอดแย่อันดับหนึ่ง ปัจจุบันมีการปรับปรุงและปราบปราม จึงทำให้การแทงกันของพวกนักโทษเหลือเพียง70 ครั้งต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมาก แต่ความรุนแรงก็กลายเป็นตำนานหลอน ลุกลามไปถึงเรื่องผีๆ ที่ผู้คุมหลายคนพากันสยองไม่หาย!
 อันดับ 5. La Sabeneta Prison, Venezuela
คุก La Sabeneta แห่ง เวเนซูเอล่า ความแย่อยู่ที่ความแออัด อัตคัด ผู้คุม 1 คน ต้องดูแลนักโทษถึง 150 ชีวิต แถมยังมีการคอรัปชั่นในหมู่ผู้คุม ปล่อยปะละเลยในหน้าที่ นักโทษส่วนใหญ่ก่อเหตุคดีฆาตกรรม ภายใน ปี 1995 เคยมีนักโทษคดีนี้กว่า 800 คน และในช่วงที่ถูกคุมขัง เขาเหล่านี้ก็สำแดงเดช ดวลมีด ดวลไม้ ฟาดฟันกันจนตายถึง 108 คน ภายในวันเดียว!
 อันดับ 4. La Sante Prison, France
คุก La Sante แห่ง ฝรั่งเศส ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานกักกันที่มีนักโทษฆ่าตัวตายเป็นจำนวนมาก โดยการกินยาเบื่อหนู 124 ศพ ใน ปี 1999 ส่วนใหญ่มักฆ่าตัวตายเพราะต้องการหนีความทรมานจากการถูกขังในรูเล็กๆ ที่มีแสงรอดเข้ามาเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น การลงโทษของที่นี่คือการตัดน้ำเป็นระยะ ยิ่งสร้างความอึดอัดให้นักโทษ และส่วนใหญ่มีความผิดทางอาญาเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ก็ต้องอยู่ในห้องมืดดับแบบไม่มีกำหนด!
 อันดับ 3. Carandiru Penitentiary, Brazil
Carandiru คุกที่แย่ที่สุดในโลก
ทัณฑสถาน Carandiru แห่ง บราซิล เรียกว่าเป็นสถานที่ทรมานมนุษย์อย่างถูกฎหมาย นักโทษ 7,500 คน ต้องอยู่รวมกันโดยไม่มีการแบ่งแยก และใน 500 คน นั้นเป็นผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งป่วยด้วยโรคร้ายจากการใช้เข็มและรักร่วมเพศในคุกแห่งนี้ ทุกครั้งที่ใครบางคนจะถูกผ่าตัด การโดนฉีดยาชาหรือยาสลบด้วยเข็มมันช่างน่ากลัวซะยิ่งกว่า ทางออกเดียวคือ หวีดร้อง ทุรนทุราย หนีเข็ม..จนสลบไปเอง!
 อันดับ 2. Tadmor Military Prison, Syria
คุกทหาร Tadmor แห่ง ซีเรีย กลางทะเลทรายทางตะวันออก เป็นสถานกักกันที่มีการทรมานอย่างโหดเหี้ยม ด้วยระบบลงโทษสมัยยุคกลาง ครั้งหนึ่งคุกแห่งนี้เคยเกือบถูกยึดครองจากเหล่าผู้ถูกจองจำ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ปี 1980 กิจกรรมยามว่างของนักโทษ คือการฟาดฟันกันด้วยท่อ พอกลายเป็นศพก็ลากมาสับ สับ สับ โอ้ววว..ต้องหาอะไรให้พวกพี่เค้าทำแล้วล่ะ จะได้ไม่ว่าง!
อันดับ 1. ADX, Colorado
ADx คุกที่แย่ที่สุดในโลก
คุก ADX แห่ง โคโลราโด สถานกักกันระดับสูงสุดของประเทศสหรัฐ ก่อตั้งใน ปี 1994 แหล่งรวมสุดยอดคนพันธุ์ชั่ว พวกคนร้ายจะได้ออกมาสูดอากาศนอกรูเพียง 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้น! เฉลี่ยประมาณวันละชั่วโมงเศษ และต้องกลับเข้าไปเสพความมืดในช่องน้อยที่แสงเข้าไม่ถึงอีกเกือบเต็มวัน อึดอัด ขาดใจ ยิ่งกว่าสัตว์ถูกขัง!

http://travel.mthai.com/world-travel/40017.html

10 สถานที่ท่องเที่ยว

 10 สถานที่ท่องเที่ยวแสนงดงามที่ต้องไปเยือนสักครั้ง

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในต่างแดน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะบินไปเที่ยวในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา เพื่อไปช้อปปิ้ง หาของกินอันเลื่องชื่อและถ่ายรูปกันตามสถานที่ชื่อดังที่คนนิยมไปกัน เช่น ลอนดอน ปารีส กรุงโรม นิวยอร์ก เป็นต้น
          แต่คุณทราบหรือไม่ว่า ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามซุกซ่อนอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งบางแห่งหลาย ๆ คน อาจไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำไป วันนี้กระปุกดอทคอมจะมาแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามแบบสุด ๆ ชนิดที่ว่า ต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิตมาเผยให้ทราบกัน



1. อุโมงค์วิสเทอเรีย (Wisteria Tunnel)
          สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้นานาพันธุ์ จะต้องหลงรักอุโมงค์วิสเทอเรียอย่างแน่นอน โดยอุโมงค์ดอกไม้แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่สวนคาวาชิ ฟูจิ ในเมืองคิตะกีวชู ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งภายในอุโมงค์จะมีดอกไม้สีสันสวยงามต่าง ๆ ห้อยอยู่ด้านบน เรียงกันเป็นแถว ๆ ยาวไปตามเส้นทาง ที่เมื่อเดินเข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์แมกไม้เลยที
เดียว



2. ชิงเกว แตร์เร (Cinque Terre)
          ชิงเกว แตร์เร คือ ส่วนประกอบของหมู่บ้านหลากสีทั้ง 5 แห่ง ที่อยู่ติดทะเลบริเวณชายฝั่งแคว้นลิกูเรีย ในประเทศอิตาลี ซึ่งนับว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมของบรรดานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่ต้องการมาชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามของตึกรามบ้านช่องที่ถูกฉาบไว้ด้วยสีสันสะดุดตามากมาย ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใสที่อยู่ด้านหลัง เรียกได้ว่าสถานที่ ๆ มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้


3. โรงแรมเมจิค เมาน์เท่น (Magic Mountain hotel)
          เมื่อดูภายนอกของโรงแรมแห่งนี้ อาจดูเหมือนเป็นสถานที่ใช้สำหรับถ่ายหนัง เพราะโรงแรมเมจิค เมาน์เท่น มีรูปทรงคล้ายกับภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ในป่าเขียวชะอุ่ม ซึ่งมีน้ำตกพวยพุ่งไหลงลงมาจากด้านบนภูเขาอีกด้วย จนแทบไม่น่าเชื่อว่ามันคือที่พักสำหรับคน โดยโรงแรมภูเขาสุดหรูแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวภายในอุทยานฮุยโล ฮุยโล (Huilo Huilo) บริเวณแคว้นลอส ริออส ประเทศชิลี


4. ครุ๊ก ฟอเรสท์ (Crooked Forest)
          ครุ๊ก ฟอเรสท์ เป็นสถานที่ตามธรรมชาติซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศโปแลนด์  โดยสิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความแปลกพิสดารไม่เหมือนใครตรงที่ ต้นสนจำนวนมากประมาณ 400 ต้น ที่อยู่ในผืนที่แห่งนี้ มีลักษณะโค้งงอบริเวณโคนต้นผิดจากต้นไม้ทั่วไป ซึ่งประวัติของพวกมันทราบแต่เพียงว่ามีคนมาปลูกเอาไว้ในปี 1939 แต่ก็ไม่มีใครทราบทำไมมันถึงมีรูปร่างเช่นนี้ 


5. อุโมงค์แห่งความรัก (Tunnel Of Love)
          อุโมงค์ต้นไม้ขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวแห่งนี้ ตั้งอยู่บนรางรถไฟเก่าแห่งหนึ่งในเมืองคลีเวน ประเทศยูเครน ซึ่งสาเหตุที่ได้ชื่อว่าเป็น "อุโมงค์แห่งความรัก" เกิดจากเหล่าบรรดาคู่รักนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ชอบมาเดินเที่ยวเล่นกันภายในอุโมงค์แห่งนี้อยู่เสมอ


6. บ่อน้ำพุร้อน บลู ลากูน (Blue Lagoon Hot Springs)
          บ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยบรรยากาศของสถานที่จะสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูหนาว ที่แม้อากาศจะหนาวเหน็บขนาดไหน แต่อุณหภูมิของน้ำในบ่อก็ยังคงร้อนอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่สร้างความอบอุ่นในวันที่หิมะมาเยือนได้อย่างสบาย ๆ


7. ไอซ์ แคนยอน (Ice Canyon)
          หุบเขาน้ำแข็งขนาดยักษ์ เกิดขึ้นจากการละลายตัวของก้อนน้ำแข็งจำนวนมาก โดยมีความลึกถึง 150 ฟุต ในกรีนแลนด์ (Greenland) ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก แม้ดูเผิน ๆ ดินแดนแห่งนี้อาจเป็นเพียงแค่พื้นที่ว่างเปล่า ที่เต็มไปด้วยก้อนน้ำแข็งสีขาวทั่วไป แต่บริเวณช่องว่างในหุบเขาที่มองลงไปเห็นธารน้ำสีฟ้าใส ก็ทำให้ผู้คนจำนวนมากหลงเสน่ห์หุบเขาน้ำแข็งอันยิ่งใหญ่แห่งนี้อย่างง่ายดาย



8. บอล พีระมิด (Ball Pyramid)
          บอล พีระมิด คือ ภูเขาหินริมทะเลสูงที่สุดในโลกในปัจจุบัน โดยมีความสูงอยู่ที่ 562 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลอร์ด ฮาว ในมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งความจริงภูเขาหินแห่งนี้ เป็นส่วนที่เหลืออยู่ของภูเขาไฟรูปโล่ เมื่อประมาณ 7 ล้านปีที่แล้ว 



9. เกรท แบร์ริเออร์ รีฟ (The Great Barrier Reef)
          เกรท แบร์ริเออร์ รีฟ เป็นแนวปะการังนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในทะเลคอรัล บริเวณนอกชายฝั่งของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย โดยสถานที่แห่งนี้ยังได้รับความนิยมมากมายจากนักดำน้ำและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่ต่างพากันยกนิ้วให้กับความสวยสดงดงามของแนวปะการังแห่งนี้



10. อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park)
          อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ ได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาบที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งเป็นอุทยานเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในประเทศโครเอเชีย โดยภายในอุทยานยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ และมีธารน้ำตกมากมายหลายชั้น ที่สามารถสะกดนักท่องเที่ยวให้ตราตรึงกับบรรยากาศได้อย่างอยู่หมัด

การทำหนังสั้น

การเขียนบทหนังสั้น
หนังสั้น คือ หนังยาวที่สั้น ก็คือการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงที่มีประเด็นเดียวสั้น ๆ แต่ได้ใจความ ศิลปะการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นนิทาน นิยาย ละคร หรือภาพยนตร์ ล้วนแล้วแต่มีรากฐานแบบเดียวกัน นั่นคือ การเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของมนุษย์หรือสัตว์ หรือแม้แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นช่วงเวลาหนึ่งเวลาใด ณ สถานที่ใดที่หนึ่งเสมอ ฉะนั้น องค์ประกอบที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ตัวละคร สถานที่ และเวลา
สิ่งที่สำคัญในการเขียนบทหนังสั้นก็คือ การเริ่มค้นหาวัตถุดิบหรือแรงบันดาลใจให้ได้ ว่าเราอยากจะพูด จะนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับอะไร ตัวเราเองมีแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ อย่างไร ซึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนบทที่เราสามารถนำมาใช้ได้ก็คือ ตัวละคร แนวความคิด และเหตุการณ์ และควรจะมองหาวัตถุดิบในการสร้างเรื่องให้แคบอยู่ในสิ่งที่เรารู้สึก รู้จริง เพราะคนทำหนังสั้นส่วนใหญ่ มักจะทำเรื่องที่ไกลตัวหรือไม่ก็ไกลเกินไปจนทำให้เราไม่สามารถจำกัดขอบเขตได้
เมื่อเราได้เรื่องที่จะเขียนแล้วเราก็ต้องนำเรื่องราวที่ได้มาเขียน Plot (โครงเรื่อง) ว่าใคร ทำอะไร กับใคร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะอะไร และได้ผลลัพธ์อย่างไร ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูล หรือวัตถุดิบที่เรามีอยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนว่ามีแนวคิดมุมมองต่อชีวิตคนอย่างไร เพราะความเข้าใจในมนุษย์ ยิ่งเราเข้าใจมากเท่าไร เราก็ยิ่งทำหนังได้ลึกมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อเราได้เรื่อง ได้โครงเรื่องมาเรียบร้อยแล้ว เราก็นำมาเป็นรายละเอียดของฉาก ว่ามีกี่ฉากในแต่ละฉากมีรายละเอียดอะไรบ้าง เช่นมีใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ไปเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง ซึ่งความจริงแล้วขั้นตอนการเขียนบทไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากมาย เพราะมีการกำหนดเป็นแบบแผนไว้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ยาก มาก ๆ ก็คือกระบวนการคิด ว่าคิดอย่างไรให้ลึกซึ้ง คิดอย่างไรให้สมเหตุสมผล ซึ่งวิธีคิดเหล่านี้ไม่มีใครสอนกันได้ทุกคน ต้องค้นหาวิธีลองผิดลองถูก จนกระทั่ง ค้นพบวิธีคิดของตัวเอง
การเตรียมการและการเขียนบทภาพยนตร์
การเขียนบทภาพยนตร์เริ่มต้นที่ไหน เป็นคำถามที่มักจะได้ยินเสมอสำหรับผู้ที่เริ่มหัดเขียนบทภาพยนตร์ใหม่ ๆ เช่น ควรเริ่มช็อตแรก เห็นยานอวกาศลำใหญ่แล่นเข้ามาขอบเฟรมบนแล้วเลยไปสู่แกแล็กซี่เบื้องหน้าเพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ของจักรวาล หรือเริ่มต้นด้วยรถที่ขับไล่ล่ากันกลางเมืองเพื่อสร้างความตื่นเต้นดี หรือเริ่มต้นด้วยความเงียบมีเสียงหัวใจเต้นตึกตัก ๆ ดี หรือเริ่มต้นด้วยความฝันหรือเริ่มต้นที่ตัวละครหรือเหตุการณ์ดี เหล่านี้เป็นต้น บางคนบอกว่ามีโครงเรื่องดี ๆ แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มอย่างไร

การเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์ เราต้องมีเป้าหมายหลักหรือเนื้อหาเป็นจุดเริ่มต้นการเขียน เราเรียกว่าประเด็น (Subject) ของเรื่อง ที่ต้องชัดเจนแน่นอน มีตัวละครและแอ็คชั่น ดังนั้น นักเขียนควรเริ่มต้นจากจุดนี้พร้อมด้วยโครงสร้าง (Structure) ของบทภาพยนตร์

ประเด็นอาจเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ เช่น มนุษย์ต่างดาวเข้ามาเยือนโลกแล้วพลัดพลาดจากยานอวกาศของตน ไม่สามารถกลับดวงดาวของตัวเองได้ จนกระทั่งมีเด็ก ๆ ไปพบเข้าจึงกลายเป็นเพื่อนรักกัน และช่วยพาหลบหนีจากอันตรายกลับไปยังยานของตนได้ นี่คือเรื่อง E.T. – The Extra-Terrestrial (1982) หรือประเด็นเป็นเรื่องของนักมวยแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวทที่สูญเสียตำแหน่งและต้องการเอากลับคืนมา คือเรื่อง Rocky III หรือนักโบราณคดีค้นพบโบราณวัตถุสำคัญที่หายไปหลายศตวรรษ คือเรื่อง Raider of the Lost Ark (1981) เป็นต้น

การคิดประเด็นของเรื่องในบทภาพยนตร์ของเราว่าคืออะไร ให้กรองแนวความคิดจนเหลือจุดที่สำคัญมุ่งไปที่ตัวละครและแอ็คชั่น แล้วเขียนให้ได้สัก 2-3 ประโยค ไม่ควรมากกว่านี้ และที่สำคัญไม่ควรกังวลในจุดนี้ว่าจะต้องทำให้บทภาพยนตร์ของเราถูกต้องในแง่ของเรื่องราว แต่ควรให้มันพัฒนาไปตามแนวทางของขั้นตอนการเขียนจะดีกว่า
สิ่งแรกที่เราควรฝึกเขียนคือต้องบอกให้ได้ว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น เรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่วร้าย หรือเกี่ยวกับความรักของหนุ่มชาวกรุงกับหญิงบ้านนอก ความพยาบาทของปีศาจสาวที่ถูกฆาตกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดที่ยังขาดแง่มุมของการเขียนว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป จึงต้องชัดเจนมากกว่านี้ โดยเริ่มที่ตัวละครหลักและแอ็คชั่น ดังนั้นประเด็นของเรื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญของจุดเริ่มต้นการเขียนบทภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม การเขียนบทภาพยนตร์สำหรับนักเขียนหน้าใหม่ ควรค้นหาสิ่งที่น่าสนใจจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวของนักเขียนเอง เขียงเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองรู้ ทำให้ได้รายละเอียดในเชิงลึกของเนื้อหา เกิดความจริง สร้างความตื่นตะลึงได้ เช่นเรื่องในครอบครัว เรื่องของเพื่อนบ้าน เรื่องในที่ทำงาน ของตนเอง เรื่องในหนังสือพิมพ์รายวัน เป็นต้น

 ดังนั้นขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์สามารถสรุปได้คือ
1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research)
เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น  คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise)
หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นถ้า...” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ & จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis)
คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment)
เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำหคัญ (premise)  ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay)
สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script)
คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard)
คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ      เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
การเขียนบทภาพยนตร์จากเรื่องสั้น
การเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นำมาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัว นวนิยาย   เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราวหรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ ซึ่งบทภาพยนตร์ต่อไปนี้ได้แปลมาจากเรื่องสั้นในนิตยสาร The Mississippi Review โดย Robert Olen Butler เรื่อง Salem แต่ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงมาตรฐานรูปแบบการเขียนบทภาพยนตร์ว่ามีการเขียนและการจัดหน้าอย่างไร ขอให้ศึกษาได้ใบทภาพยนตร์โดยทั่วไป

หนังสั้น